Tuesday, June 14, 2011

นครศรีธรรมราชในปาตานี โดย เอกรินทร์ ต่วนศิริ

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในอาณาบริเวณทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ปาตานี ได้มีการปฎิสัมพันธ์กับคนนอกอยู่ตลอดเวลา ตามหลักฐานทางงานประวัติศาสตร์ชาตินิยมปาตานี หรือมีกระทั่งประวัติศาสตร์ชาตินิยมไทย แต่ทว่าการงานศึกษากลับไม่ค่อยปรากฎงานที่เกี่ยวข้องกับ “คนนอก” ในความหมายที่ไม่ใช่เป็นคนมลายูแต่อพยพย้ายถิ่นตัวเองไปอยู่ปักหลักในดินแดนปาตานี

ดูเหมือนว่าการเป็นมุสลิมปาตานีจะมีความโดดเด่นทางด้านอัตลักษณ์ที่มีความแตกต่างจากมุสลิม อย่างน้อยๆ ก็เรื่องภาษาและประวัติศาสตร์ปาตานี ด้วยความเป็นมุสลิมต่างถิ่น(ไม่ใช่มลายู)ในปาตานี ก็ย่อมมีความแปลกแยกกับความความเป็นมุสลิมมลายู

อย่างไรก็ตาม สังคมมลายูมุสลิมในความเป็นจริงไม่ได้มีแค่เฉพาะคนมลายูมุสลิมล้วนที่ดำรงอยู่ในสังคม ปรากฎการณ์การเคลื่อนย้ายของผู้คนไปสู่ดินแดนปาตานี ก็มีให้เห็นและปรากฎขึ้น ซึ่งเป็นการอาสานำพาตนเองไปสู่ดินแดนปาตานี

ฐานะของความเป็นอื่น (Other) หรือการปรับตัว ของมุสลิมจากนครศรีธรรมราชในดินแดนปาตานี ย่อมมีความสำคัญและมีการต่อรองมากขึ้น ท่ามกลางการสนับสนุนของงานวิชาการจำนวนมากที่ศึกษาปาตานี ในฐานะของพื้นที่ศึกษา ซึ่งมีงานวิชาการหรือการศึกษาจำนวนน้อยชิ้นที่ศึกษา เรื่องราวของคนอื่น ในปาตานี

แต่ทว่ากลับไม่มีงานศึกษากล่าวถึง “มุสลิมที่ไม่ใช่มลายู” ที่อาศัยมาตุภูมิปาตานี ที่มีผู้คนจำนวนไม่น้อยได้เดินทางย้ายถิ่นเข้ามาจำนวนมาก ด้วยเหตุผลแตกต่างกันไป อาทิ การเดินทางไปศึกษาทางศาสนาอิสลามในดินแดนปาตานี การค้าขาย การมีสายสัมพันธ์เครือญาติ หรือมีกระทั่งการแต่งงานกับคนปาตานี ฯลฯ

จะด้วยเหตุใดก็ตามที่ทำให้คนมุสลิมลิกอร์ (นครศรีธรรมราช) ได้เข้าไปอยู่ในอาณาบริเวณปาตานี สิ่งที่น่าสนใจก็คือ มีคนอื่นๆ จำนวนมาก ที่ได้เข้าไปในพื้นที่และมีบทบาททั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม งานศึกษาชิ้นนี้ ได้มุ่งประเด็นพิจารณากลุ่มมุสลิมที่มาจากจังหวัดนครศรีธรรมราชเพียงกลุ่มเดียว

ส่วนแรก คนลิกอร์ในประวัติศาสตร์ชาตินิยมปาตานี โดยศึกษาจากงานเอกสารของ คำบอกเล่าของชาวบ้านเกี่ยวกับมุสลิมจากนครศรีธรรมราช

ส่วนที่สอง โดยส่วนนี้จะเข้าไปศึกษาการชีวประวัติตระกูลมุสลิมที่ย้ายถิ่นจากนครศรีธรรมราชเข้ามาตั้งหลักถิ่นฐานในจังหวัดปาตานีอย่างถาวร โดยไม่ได้กลับไปสู่นครศรีธรรมราช และพิจารณาและสัมภาษณ์ประสบการณ์ชีวิตของมุสลิมจากนครศรีธรรมราชที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนปาตานี

อย่างไรก็ตาม งานศึกษาชิ้นนี้ พยายามศึกษา การต่อรองทางด้านวัฒนธรรมของคนมุสลิมนครศรีธรรมราชในปาตานีและเคยเผชิญในอาณาจักรปาตานี และบทบาทการมีส่วมร่วมเกี่ยวกับสังคม-วัฒนธรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ด้วยความตระหนักถึงพลานุภาพของแนวทางด้านวิธีวิทยาแบบประวัติศาสตร์สังคม ทำให้ประเด็นขับเน้นจึงให้น้ำหนักในส่วนที่สอง มากกว่าส่วนแรก ซึ่งจะทำหน้าที่เพื่ออธิบายประวัติศาสตร์สองฉบับทั้งของปาตานีและสยาม ที่กล่าวถึงตัวตน คนลิกอร์ หรือในนามของคนนครศรีธรรมราช

กองทหารปลดแอกประชาชนมุสลิมไทย: โดย เจริญพงศ์ พรหมศร

สภาพความตกต่ำทางเศรษฐกิจและความผันผวนทางการเมือง ในช่วงปี พ.ศ. 2473-2523 (พ.ศ.1930-1980) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับในประเทศไทยคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ใน พ.ศ. 2475 (1932) การเปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามมาเป็นไทย ใน พ.ศ. 2482 การร่วมมือกับกลุ่มประเทศอักษะ (Axis อันได้แก่ ญี่ปุ่น เยอรมณี และ อิตาลี) ในสงครามโลกครั้งที่ 2 และประกาศสงครามกับกลุ่มประเทศสัมพันธมิตร (Allies อันได้แก่ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สหภาพโซเวียต สาธารณรัฐจีน และสาธารณรัฐฝรั่งเศส) ใน พ.ศ. 2484 การสิ้นพระชนม์อย่างมีเงื่อนงำของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาล ที่ 8 ใน พ.ศ. 2489 การสิ้นสุดช่วงสมัยของคณะราษฎร์พร้อมด้วยการก้าวขึ้นมาของเผด็จการทหาร ตั้งแต่ พ.ศ.2500 เหตุการณ์วันเสียงปืนแตก พ.ศ. 2508 เหตุการณ์นองเลือด 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 สงครามปราบปรามคอมมิวนิสต์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2519-2523 ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในยุคสมัยที่เรียกกันว่า “ยุคสงครามเย็น”[1]

ในห้วงช่วงเวลาดังกล่าว สิ่งที่ผู้คนในปัจจุบันเรียกว่า “ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้” ก็ดำรงอยู่ท่ามกลางห้วงเวลาอันสับสนนั้นเช่นกัน

ในปี พ.ศ. 2482 รัฐบาลภายใต้การนำของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม (แปลก ขีตตะสังคะ) ได้ประกาศใช้ระเบียบวัฒนธรรมของประเทศ โดยกำหนดให้ประชากรในประเทศไทยต้องมีวัฒนธรรมแบบแผนเดียวกันตามที่รัฐบาลกำหนด นับเป็นครั้งแรกที่อัตลักษณ์มลายูมุสลิมกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายผ่านการกำหนดของรัฐไทยอย่างเป็นทางการ พ.ศ.2491 เกิดเหตุการณ์ ดุซงญอ ที่อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่สับสนและมีผลกระทบตามมาอย่างกว้างขวางมากที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในประวัติศาสตร์ความรุนแรงในพื้นที่ดังกล่าว ทั้งในส่วนของสาเหตุของเหตุการณ์ ซึ่งมีความสับสนตั้งแต่การการรวมตัวเพื่อจุดประสงค์ทางการเมืองของประชาชนในพื้นที่ การรวมตัวเพื่อประกอบพิธีไสยศาสตร์เพื่อเตรียมต่อสู้กับโจรจีนคอมมิวนิสต์ (พรรคคอมมิวนิสต์มาลายา) หรือแม้แต่จำนวนประชาชนผู้เสียชีวิตที่มีตัวเลขที่ไม่แน่นอนตั้งแต่ 30 คน ถึง 1,100 คน อย่างไรก็ดี นับว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างชาวมลายูมุสลิมในประเทศไทยกับรัฐไทยที่รุนแรงขึ้น รวมถึงปฏิกิริยาของชาวมลายูมุสลิมในสหพันธรัฐมาลายา โดยการยื่นสาสน์ถึงรัฐบาล เพื่อให้แก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างสันติ และการอพยพของชาวมลายูมุสลิมในประเทศไทยสู่สหพันธรัฐมาลายากว่า 3,000 คน เป็นต้น

พ.ศ. 2497 เกิดกรณีการหายตัวไปของ ฮัจยี สุหลง อับดุลกาเดร์ เหตุการณ์ที่ยังคงเป็นประวัติศาสตร์ดำมืดอีกบทหนึ่งของประเทศไทย นับตั้งแต่การยื่นข้อเรียกร้อง 7 ประการต่อรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เมื่อปี 2490 การถูกจับกุมในข้อหากบฏ เมื่อ พ.ศ. 2491 การพิจารณาคดีกบฏครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างปี 2491-2493 รวมโทษจำคุก 4 ปี 8 เดือน และได้รับการปล่อยตัวออกมาในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2495 และท้ายที่สุดในอีก 2 ปีต่อมา ในวันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2497 ฮัจยี สุหลง อับดุลกาเดร์ พร้อมคณะ ได้ออกเดินทางไปยังหน่วยตำรวจสันติบาลที่จังหวัดสงขลาและหายตัวไปอย่างไรร่องรอย พร้อม ๆ กับเสียงเล่าลือว่า เขาและลูกชาวพร้อมคณะผู้ติดตามอีกสามคนถูกฆ่าแล้วนำศพใส่กระสอบถ่วงลงในทะเลสาบสงขลา

พ.ศ.2502 เกิดขบวนการต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนและสถาปนารัฐอิสระเป็นครั้งแรก ชื่อว่า "แนวหน้าปลดปล่อยประชาชาติปาตานี" (ภาษามลายู Barisan Nasional Pembebasan Patani :BNPP) นับเป็นครั้งแรกที่มีองค์กรจัดตั้งและติดอาวุธเพื่อเคลื่อนไหวในกิจกรรมแบ่งแยกดินแดนแถบนี้ให้เป็นรัฐอิสระของชาวมลายูมุสลิม และนับจากจุดนี้ ได้มีองค์กรลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นต่อมา เช่น พ.ศ. 2506 ได้เกิด"ขบวนการแนวร่วมปฏิวัติแห่งชาติ" (ภาษามลายู Barisan Revolusi Nasional :BRN) และ "องค์กรกู้เอกราชสหปาตานี" (ภาษาอังกฤษ Patani United Liberation Organization : PULO ภาษามลายู Pertubuhan Pembebasan Patani Bersatu) และต่อจากนั้นมา ปฏิบัติการสงครามระหว่างรัฐไทยและกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ก็ดำเนินมาตลอดจนตราบเท่าทุกวันนี้

ประวัติศาสตร์และเรื่องเล่าจำนวนมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงเหตุการณ์เหล่านั้น และหลาย ๆ เรื่องเล่า หลาย ๆ ประวัติศาสตร์บาดแผลยังคงถูกนำมาใช้ด้วยวัตถุประสงค์ทางการเมืองและอำนาจในทุกวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์การสงครามและกวาดต้อนผู้คนชาวปาตานีโดยการเดินเท้าพร้อมผูกหวายที่ข้อเท้าของทัพสยามในสมัยรัฐราชวงศ์ เรื่องเล่าการดึงทึ้งผ้าคลุมฮิญาบของสตรีมุสลิมในช่วง “การจัดการทางวัฒนธรรม” สมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ภาพเรื่องเล่าอันน่าภาคภูมิใจของ ฮัจยี สุหลง ในฐานะครูสอนศาสนาที่มีปัญหาหลักแหลม และ การถูกทำร้ายอย่างน่าอัปยศโดยการนำศพไปถ่วงทะเลสาบสงขลา ความทารุณโหดร้ายในเหตุการณ์ ดุซงญอ สิ่งเหล่านี้ถูกผลิตซ้ำผ่านการบอกเล่า การเขียน การสั่งสอนพูดคุย จนกลายเป็นมโนทัศน์สำคัญในการขับเคลื่อนความรู้สึกในเชิงเป็นผู้ถูกเอาเปรียบและสูญเสียร่วมกันในหมู่ชาวมลายูมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ตลอดมา

อย่างไรก็ดี มีประวัติศาสตร์สำคัญอีกประการที่มักไม่ได้รับการกล่าวอ้างถึง นั่นคือ ความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและผู้คนชาวมลายูมุสลิมที่มุ่งเรียกร้องเอกราชให้กับรัฐปาตานี กับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ที่มุ่งปฏิวัติการปกครองและสถาปนาสาธารณรัฐสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ขึ้นประเทศไทย

ก่อนวันเสียงปืนแตก เมื่อ 7 สิงหาคม 2508 ซึ่งเป็นเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างผู้ปฏิบัติงานของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้มีนโยบายต่อสู้ด้วยกำลังติดอาวุธโดยใช้ชนบทเป็นฐานผ่านมติที่ประชุมสมัชชาครั้งที่ 2 และ 3[2] เพื่อดำเนินการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไทยโดยใช้กำลังแทนการต่อสู้ทางการเมืองปกติ อันนำไปสู่การจัดตั้ง กองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (ทปท.) ในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2512 นั้น คอมมิวนิสต์และมลายูมุสลิมดูเหมือนจะเป็นศัตรูกันอยู่ในที ดังจะเห็นได้จากสาเหตุหนึ่งของเหตุการณ์ดุซงญอที่สันนิษฐานว่ามาจากการทำพิธีไสยศาสตร์เพื่อต่อต้านการจู่โจมของพรรคคอมมิวนิสต์มาลายา รวมถึงอุดมการณ์ของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่ขัดแย้งกับวิถีชีวิตและความเป็นศาสนิกชนที่ดีของชาวมลายูซึ่งนับถือศาสนาอิสลามด้วย แต่จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว ก็ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและองค์กรติดอาวุธมลายูมุสลิมเริ่มทำความรู้จักกันมากขึ้น

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ส่งสหายจำนวนหนึ่งเข้าทำงานและค้นหาลู่ทางในการทำงานมวลชนกับชาวมลายูมุสลิม และเพิ่มความพยายามมากขึ้นด้วยการส่งสหายติดอาวุธจำนวนหนึ่งเข้าร่วมกับกลุ่มติดอาวุธที่นำโดยเปาะซู ใน พ.ศ. 2516 แต่ด้วยความไม่เข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณี ตลอดจนการต้องอยู่ภายใต้การนำของเปาะซู ทำให้สหายกลุ่มนี้แยกตัวออกมาเพื่อปลุกระดมมวลชนของตนพร้อมจัดตั้งกลุ่มจรยุทธ์สำเร็จจนประกาศก่อตั้งเขตงานเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2520 และเป็นที่มาของ กองทหารปลดแอกประชาชนมุสลิมไทย ในพื้นที่เขตงานที่ 2 บนเทือกเขาโต๊ะเจ๊ะเด๊ะ บ้านมาโหย อำเภอสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา เมื่อ พ.ศ.2521

แม้ว่าหากจะพิจารณาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่สามารถจัดตั้ง กองทหารปลดแอกประชาชนมุสลิมไทย และ องค์กรติดอาวุธมลายู ที่มีแนวร่วมเป็นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยอันมีความสัมพันธ์อันดีกับพรรคคอมมิวนิตส์จีน ซึ่งน่าที่จะสามารถช่วยคลี่คลายความตึงเครียดระหว่างชาวมลายูมุสลิมกับพรรคคอมมิวนิสต์มาลายาในฐานะคู่กรณีทั้งในเชิงอุดมการณ์และเชิงศาสนา-ชาติพันธุ์ได้บ้าง แต่เหตุการณ์เท่าที่ทราบกันในปัจจุบันคือ ด้วยสภาพความสับสนของขบวนการคอมมิวนิสต์ทั่วโลก โดยเฉพาะเหตุการณ์การก่อสงครามสั่งสอนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนต่อพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม การล้มรัฐบาลขวาจัดของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร อันนำมาสู่รัฐบาลของพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ที่มีท่าทีผ่อนคลายทางการเมืองมากขึ้นและ ตลอดจนความสำเร็จในการดำเนินนโยบายเป็นมิตรกับจีน จนเกิดผลดีที่สำคัญคือการที่จีนยุติการสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยทั้งในด้านการเมืองและการทหาร เหนืออื่นใด ท่ามกลางความสับสนเหล่านั้น ผู้ปฏิบัติหน้าที่ในเขตงานจังหวัดชายแดนภาคใต้จนสามารถจัดตั้ง กองทหารปลดแอกประชาชนมุสลิมไทยได้ กลับไม่มีความเชื่อมั่นในแนวทางของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยต่อไป และนั่นจึงเป็นความล้มเหลวของการปฏิสัมพันธ์กันของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยกับองค์กรติดอาวุธมลายูนั่นเอง

“ตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะ: บทบาทที่มีในสังคมจังหวัดนราธิวาส” โดย นิอับดุลรากิ๊บ บินนิฮัสซัน

ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ประชากรส่วนใหญ่จะนับถือศาสนาอิสลาม สำหรับการเข้ามาของศาสนาอิสลามสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น มีหลักฐานการเผยแพร่เข้ามาสู่ภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พูดภาษามลายู/อินโดเนเซียหลายทฤษฎี ส่วนหนึ่งของทฤษฎีดังกล่าวได้กล่าวว่าการเผยแพร่ศาสนาอิสลามยังดินแดนต่างๆเหล่านี้โดยชนชาวอาหรับจากประเทศในตะวันออกกลาง และการเผยแพร่ศาสนาอิสลามของชนชาวอาหรับ โดยเฉพาะชนชาวอาหรับที่มาจากดินแดนฮัดราเมาต์ (Hadramaut) ประเทศเยเมน ซึ่งรู้จักกันในนามของชาวอาหรับฮัดรามี (Hadrami Arabs)นั้น ชนชาวอาหรับเหล่านี้ไม่เพียงมาเผยแพร่ศาสนาอิสลาม โดยทำการค้าเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งได้มีการแต่งงานกับชนชาวพื้นเมือง จนเกิดบุตรหลานที่มีเชื้อสายอาหรับฮัดรามีอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และส่วนหนึ่งของชนชาวอาหรับฮัดรามีเหล่านี้ได้แต่งงานกับบุตรชนชั้นผู้ปกครองในดินแดนต่างๆ จนต่อมาบุตรหลานได้กลายมาเป็นผู้สืบทอดอำนาจ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ตระกูลอัล-ยามาลุลลัยล์ เป็นผู้ปกครอง(Raja)แห่งรัฐเปอร์ลิส ประเทศมาเลเซีย, ตระกูลอัล-กอดรี เป็นผู้ปกครอง(Yang Di Pertuan Tampin)แห่งเขตตัมปิน รัฐนัครีซัมบีลัน ประเทศมาเลเซีย, ตระกูลอัล-ซาฮับ เป็นผู้ปกครองแห่งรัฐเซียะ(Siak) เกาะสุมาตรา, ตระกูลอัล-กอดรี เป็นผู้ปกครอง(Sultan)แห่งรัฐปอนเตียนัก (Pontianak) เกาะกาลีมันตัน, ตระกูลอัล-ฤอิดรุส เป็นผู้ปกครองแห่งรัฐกูบู(Kubu) เกาะกาลีมันตัน รวมทั้งตระกูลบาฟากิฮ(BaFaqih) เป็นผู้ปกครองในภาคใต้ของฟิลิปปินส์

ในปัจจุบันบุตรหลานที่สืบเชื้อสายมาจากชาวอาหรับฮัดรามียังคงมีบทบาทอยู่ในสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลายคนของผู้สืบเชื้อสายชาวอาหรับฮัดรามีได้กลายเป็นผู้นำในเวทีโลก เช่น สัยยิดฮามิด อัล-บาร์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของประเทศอินโดเนเซีย, สัยยิดอาลี อัล-อัตตัส อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของประเทศมาเลเซีย, เชคมุซซาฟาร์ ซูกูร์ นักอวากาศคนแรกของประเทศมาเลเซีย สิ่งเหล่านี้บ่งบอกถึงการมีบทบาทในสังคมของผู้สืบเชื้อสายมาจากชนชาวอาหรับฮัดรามี

สำหรับในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น การเข้ามาของศาสนาอิสลามยังดินแดนนี้ ชนชาวอาหรับฮัดรามีก็มีส่วนสำคัญในการที่ทำให้เจ้าเมืองปาตานีเข้ารับศาสนาอิสลาม โดยเชคซาอิด อัล-บาซีซา (Sheikh Said Al-Basisa) ชาวบ้านแห่งหมู่บ้านปาไซ ซึ่งเป็นหมู่บ้านของชาวเมืองปาไซ เกาะสุมาตรา ได้ทำให้เจ้าเมืองปาตานี เข้ารับศาสนาอิสลาม จนกลายเป็นสุลต่านอิสมาแอล ชาห์ (Sultan Ismail Shah) การเข้ามาของชนชาวอาหรับฮัดรามีในดินแดนปาตานีนั้น มีมาตั้งแต่ ศตวรรษที่ 15 ทำให้บุตรหลานของชนชาวอาหรับฮัดรามีเหล่านี้ได้กลายเป็นผู้นำทางศาสนาอิสลาม เช่น เชคดาวุด อับดุลลอฮ อัล-ฟาตานี (Sheikh Daud Abdullah Al-Fatani) รวมทั้งบรรดานักการศาสนาที่มาจากชุมชนบ้านเบินดังดายอ (Kg. Bendang Daya) จังหวัดปัตตานี

การที่บุตรหลานชาวอาหรับฮัดรามีเหล่านี้ได้มีการผสมกลมกลืน มีการแต่งงานกับชาวพื้นเมือง ทำให้บุตรหลานของชนชาวอาหรับฮัดรามีเหล่านี้รับวัฒนธรรมมลายู จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชาวมลายู ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มเชื้อสายชาวอาหรับฮัดรามีที่ “กลายพันธุ์” ในเวลาต่อมา ส่วนใหญ่แล้วกลุ่มบุคคลเหล่านี้ไม่รู้รากเหง้าของตนเองว่ามาจากชนชาวอาหรับฮัดรามี

สำหรับตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะก็เช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชนที่ไม่รู้รากเหง้าของตนเองว่ามาจากเชื้อสายอาหรับฮัดรามี ถึงอย่างไรก็ตามตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะโดยเฉพาะกลุ่มสูงวัย ยังคงมีการท่องจำและรักษาบทกวีที่มีชื่อว่า “Syair Sheikh Aidrusi” หรือ “บทกวีเชคอิดรุซี” เป็นบทกวีที่กล่าวถึงความเป็นมาบรรพบุรุษของพวกเขา ซึ่งมีใจความดังนี้

Syair Sheikh Aidrusi

Serkau muda datang dari Makkah

Sekarang boleh Tuan Sheikh Aidrusi (Al-Idrus)

Sebawa turun ke Negeri Patani

Sefaham boleh segala mufakir

Fakirun ala binurul qadri

Lahul arsyi alai hissalam

บทกวีเชคอิดรุซี

นับแต่เยาว์วัยได้เดินทางมาจากนครมักกะห์

ปัจจุบันได้กลายเป็นท่านเชคอิดรุซี

ได้นำพามายังเมืองปาตานี

ทุกสิ่งได้มาซึ่งความรอบรู้

นำแสงสว่างมาสู่ทั้งมวล

ขอความสันติสุขจงมีแด่ท่านเชค

ความเป็นมาของตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะนั้นเริ่มจากท่านวันฮุสเซ็น อัส-ซานาวี (Wan Hussein As-Sanawi)นักการศาสนาอิสลามแห่งหมู่บ้านสะนอ จังหวัดปัตตานี ได้พาครอบครัวซึ่งประกอบด้วยภรรยาชื่อ อุมมีกัลซุม (Ummi Kalsom)และผู้ติดตามจำนวนหนึ่งอพยพหนีจากภัยสงครามระหว่างสยามกับปาตานีในอดีต โดยมาตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณเชิงเขาบูโด อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส การจัดตั้งชุมชนใหม่ที่ชื่อว่าบ้านตะโละมาเนาะนั้น นำชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ต้นมาเนาะมาเป็นชื่อหมู่บ้าน ส่วนคำว่าตะโละ (Teluk) นั้นแปลว่า อ่าว รวมแล้วชื่อหมู่บ้านตะโละมาเนาะมีความหมายว่า หมู่บ้านที่มีต้นมาเนาะ ซึ่งมีหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงมีร่องรอยของต้นมาเนาะอยู่ เมื่อมีสร้างชุมชนใหม่ขึ้นมาแล้ว ก็ได้มีการสร้างมัสยิดขึ้นมาเรียกชื่อในภายหลังว่า มัสยิดวาดีฮุสเซ็น (Masjid Wadil Hussein) ตามชื่อของท่านวันฮุสเซ็น อัส-ซานาวี แต่ส่วนใหญ่จะรู้จักในนามของมัสยิดตะโละมาเนาะ จนถึงปัจจุบันบุตรหลานของท่านวันฮุสเซ็น อัส-ซานาวี ได้กระจัดกระจายอยู่ทั่ว นอกจากตั้งถิ่นฐานในภาคใต้ของประเทศไทยแล้ว ยังได้อพยพไปยังประเทศมาเลเซีย, ประเทซาอุดีอาราเบีย และประเทศจอร์แดน

ส่วนหนึ่งของบุตรหลานตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะได้มีบทบาทในสังคมจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดนราธิวาสนั้น ถือได้ว่าเป็นแหล่งตั้งถิ่นฐานใหญ่ของตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะ จากการสำรวจเพื่อจัดทำทะเบียนตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะ โดยใช้ชื่อการจัดทำทะเบียนตระกูลในครั้งนั้นว่า เครือญาติตระกูลอัล-ฮามีดียะห์ (Salasilah Al-Hamidiah) ตามนามของท่านฮัจญีอับดุลฮามิด อับดุลกาเดร์ อัส-ซานาวี ผู้เป็นบุคคลแรกๆ ที่ได้ดำเนินการจัดทำทะเบียนตระกูล ปรากฏว่ามีบุตรหลานตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะที่สืบเชื้อสายมาจากท่านวันฮุสเซ็น อัส-ซานาวีกับท่านอุมมีกัลซุม ประมาณ 7,000 คน แต่ในการศึกษาครั้งนี้จะทำการศึกษาเฉพาะในอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส และบริเวณใกล้เคียง คือบริเวณอำเภอยี่งอ จังหวัดนราธิวาส และอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ซึ่งในพื้นที่การศึกษานั้นตระกูลเครือญาติมัสยิดตะโละมาเนาะมีบทบาททั้งในด้านผู้นำชุมชน ผู้นำสังคม ไม่ว่าจะเป็นนายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) กำนัน ฯลฯ ส่วนบทบาททั้งในด้านผู้นำทางศาสนาอิสลามนั้น มีทั้งที่เป็นโต๊ะอิหม่าม กรรมการคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด รวมทั้งเป็นเจ้าของโรงเรียนราษฎร์สอนศาสนาอิสลามอีกจำนวนหนึ่ง

“พาราไดซ์ รามา: ภาพเรืองแสงในสังคมปัตตานี” โดย ปิยนันท์ นิภานันท์

ความบันเทิงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมมาโดยตลอด และด้วยนัยของความบันเทิงย่อมหมายถึงสิ่งที่สร้างความสุข ความจรรโลงใจ ความเพลิดเพลินต่างๆ ให้กับผู้คนที่แสวงหาสิ่งเหล่านั้นเพื่อผ่อนคลายความเครียดที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เมื่อชีวิตประจำวันของคนในปัจจุบันนี้ประกอบด้วยปัญหาต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเป็นทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางสังคม หรือแม้กระทั่งทางการศึกษา และด้วยการประดังเข้ามาอย่างไม่ขาดสายของปัญหาต่างๆ ผู้คนย่อมมองหาสิ่งที่จะช่วยสร้างความบันเทิงต่อจิตใจและร่างกาย ที่เหนื่อยล้ามามากกับชีวิตในทุก ๆวัน และเมื่อความบันเทิงแต่นั้นก่อตัวขึ้นในสังคม ก็ยากที่จะทำให้ความนิยมนั้นเสื่อมคลายลงไปได้ นอกเสียจากว่าจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยและกาลเวลา

ความบันเทิงสิ่งหนึ่งที่ถูกลดเลือนและจางหายไปตามกาลเวลา คือโรงภาพยนตร์แบบ stand alone ที่ในสมัยอดีต สามารถพบเจอได้ทั่วทุกแหล่งความเจริญของ อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่โรงภาพยนตร์ในรูปแบบดังกล่าวยังคงมีลมหายใจอยู่นั้น การใช้พื้นที่สาธารณะในโรงภาพยนตร์เพื่อเสพความบันเทิงของคนในสังคมไทย เป็นเสมือนภาพสะท้อนวิถีชีวิตของคนในสังคม และในกรณีนี้ ผู้เขียนได้ศึกษาพฤติกรรมการชมภาพยนตร์ในโรงภาพยนตร์ของจังหวัดปัตตานีโดยคนมลายูปัตตานี และจุดประสงค์ของการเดินตามรอยประวัติศาสตร์โรงภาพยนตร์ในจังหวัดปัตตานีแห่งนี้ เพื่อเป็นภาพสะท้อนให้เข้าใจถึงบริบทของสังคมชาวมลายูปัตตานีได้ดียิ่งขึ้น

ในการศึกษากลุ่มคนมลายูในท้องถิ่นของจังหวัดปัตตานีกับการใช้พื้นที่ของโรงภาพยนตร์ในการทำความเข้าใจต่อพลวัตรทางสังคมปัตตานีนั้น เป็นการทำความเข้าใจต่อกลุ่มสังคมที่มีลักษณะเฉพาะที่มีการปรับตัวเองอยู่ตลอดเวลา หากมองกลุ่มคนดังกล่าวให้เป็นเรื่องที่ตายตัวแล้วนั้นเราก็จะไม่สามารถเห็นถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีพลวัต รวมถึงความสามารถในการปรับตัวของสังคมมลายูเพื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทุกๆ ด้าน อาทิ เศรษฐกิจ การเมือง สังคม เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบัน สิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมมลายูปัตตานีถูกคุกคามคือความทันสมัย วัฒนธรรมทั้งหลายในโลกนี้เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงหรือความทันสมัยทั้งสิ้น การศึกษาการปรับเปลี่ยนตัวเองของวัฒนธรรมมลายูปัตตานีกับการเผชิญหน้ากับความทันสมัย เป็นรอยต่อของการสะท้องให้เห็นถึงทัศนคติของสังคมมลายูปัตตานีที่มีต่อค่านิยมสมัยใหม่ ที่หลั่งไหลมาจากการรับวัฒนธรรมจากส่วนกลางส่งผลให้พฤติกรรมและคติพจน์ของคนมลายูในสังคมปัตตานีมีความเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ อย่างไร โดยการศึกษาวิเคราะห์พฤติกรรมการชมภาพยนตร์ ณ โรงภาพยนตร์ปัตตานีรามาในจังหวัดปัตตานี

“มลายูบางกอก / นายูบาก๊อก: การผจญภัยในแผ่นดินสยาม” โดย โชคชัย วงษ์ตานี

งานศึกษาชิ้นนี้ ให้ความสนใจต่อที่มาของกลุ่มชาติพันธุ์ “มลายูบางกอก/นายูบาก๊อก” ที่ดำรงอยู่และการคงอัตลักษณ์ การปรับตัว การโหยหาอดีตและการมองไปข้างหน้ากับชะตากรรมที่ถูกกำหนดกับทางเลือกใหม่ในแผ่นดินที่ไม่คุ้นเคยอยู่ดาบหน้า จากประวัติศาสตร์ครั้งนั้นจวบจนปัจจุบัน เมื่อครั้นจะหนีจากความเป็น “เชลยสงคราม” กลับไปยังผืนแผ่นดินเดิมก็เป็นการยากจะหวนหาสภาวการณ์เก่าที่เคยปกครองดูแลกันเองเหมือนสมัยที่อยู่ถิ่นเดิมที่มีความเป็นมลายูปาตานี สภาวการณ์เช่นนั้นก็ไม่มีวันหวนคืนแล้วกลุ่มชาติพันธุ์ “มลายูบางกอก/นายูบาก๊อก” เขาอยู่กันอย่างไร ในยุคแรกเริ่มและปรับตัวอย่างไรจนปัจจุบันในเมืองฟ้าอมร นครบางกอก

คำถามสำคัญของงานชิ้นนี้มี 2 ประเด็นหลักคือ

ประเด็นแรก คือ ทำการสำรวจรายละเอียดของประวัติศาสตร์บาดแผล(ประวัติศาสตร์สงครามสยาม-ปาตานี พ.ศ. 2329/ค.ศ.1786) ถูกบันทำไว้อย่างไรบ้างจากนักประวัติศาสตร์คนสำคัญๆ มีกี่สำนวนแต่ละสำนวนมีรายละเอียดความเหมือนความต่างกันอย่างไร

ประเด็นที่สอง คือ กลุ่มชาติพันธุ์ “มลายูบางกอก /นายูบาก๊อก” มีการปรับตัว แปรเปลี่ยนทั้งในด้านทัศนคติ วิธีคิด ความเป็นอยู่ สำนึกต่อประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมที่ยืนหยัดรักษาอัตลักษณ์ รวมทั้งการแปรผันท่ามกลางสภาวะความความสมัยใหม่ ซึ่งผ่านการต่อรอง การแบ่งรับและปรับเปลี่ยนสู่ความเป็นพลเมืองไทยอย่างไรตลอด 225 ปีที่ผ่านมา

งานชิ้นนี้มุ่งทำการสำรวจโดยการพยายามทำความเข้าใจ ตั้งข้อสังเกตและการวิเคราะห์สังเคราะห์ความเป็นมลายูบางกอกในภาวะทันสมัยใหม่ เมื่อโลกเปลี่ยน สถานการณ์ วันเวลาและพื้นที่เปลี่ยน การปรับตัว การดิ้นร้นต่อสู้ และการดำรงอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์นี้เขาเผชิญและปรับตัวกันอย่างไรตลอด 225 ปี ที่ผ่านมา

การสำรวจบันทึกประวัติศาสตร์สงครามสยาม-ปาตานี เมื่อ พ.ศ. 2329/ค.ศ.1786 ในฐานะที่เป็นเหตุการณ์จุดเปลี่ยนสำคัญของราชอาณาจักรปาตานี ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษารายละเอียดประวัติศาสตร์ในช่วงเวลาดังกล่าว โดยค้นพบเนื้อหาและรายละเอียดจากงานของนักวิชาการชาวมลายูเชื้อสายปาตานี นักวิชาการชาวไทยพุทธและชาวต่างประเทศหลายท่าน อาทิ Prof. Nik Anuar Nik Mahmud ในตำราที่ชื่อ Sejarah Perjuangan Melayu Pattani 1785-1984 “ประวัติศาตร์การต่อสู้ของ(ชาว)มลายูปาตานี พ.ศ.2328-2497 สำนักพิมพ์ UKM ปี 1999, Ahmad Fathy al Fatani ในงานที่ชื่อ Pengantar Sejarah Patani.“ประวัติศาสตร์ปาตานีเบื้องต้น” สำนักพิมพ์ Pustaka Darussalam.ปี 1994,รวมถึงในงานของ Zamberi A.Malak, Nurdi, Herry,Dr. Francis R. Bradley, อ.บางนรา, อารีฟีน บินจิ,เสนีย์ มะดากะกุล,ศ.อิมรอน มะลูลีม, ศ.ครองชัย หัตถาและนักวิชาการชาวไทยพุทธคนอื่นๆ ที่ล้วนแล้วแต่ให้รายละเอียดในการกล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าว

อีกทั้งยังทำการสำรวจเนื้อหาในตำราประวัติศาสตร์เล่มสำคัญอาทิ Hikayat Patani:Story of Patani ของ A.Teeuw และ D.K.Wyatt และ Sajaraj Kerajaan Melaya Patani ของ lbrahim Syukri และเล็กเชอร “ประวัติศาสตร์สยาม” ของพลตรีหม่อมเจ้าทองทีฆายุ ที่ใช้สอนประวัติศาสตร์แก่นิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2479 รวมถึงตำราประวัติศาสตร์เล่มสำคัญๆอื่น

จากการสำรวจงานทางวิชาการที่กล่าวถึงเหตุการณ์ปาตานีแตกเมื่อปี 2329 ของนักวิชาการไทยทั้งชาวพุทธและชาวมลายูมุสลิมมีความแตกต่างกันในเนื้อหาและรายละเอียดแต่ละสำนวน งานเขียนของพลตรี หม่อมเจ้าทองทีฆายุ ที่ชื่อ “เล็กเชอร “ประวัติศาสตร์สยาม” ซึ่งเรียบเรียงโดยนายเลมียด หงสประภาส ระบุเนื้อหาที่เกี่ยวข้องไว้ในหน้า 21 ในบทที่ว่าด้วย “ตีเมืองแขกแถวเมืองมลายู” โดยระบุว่าสงครามคราวนั้นเกิดเพราะทางการสยามมองว่า ปาตานีเป็นประเทศราชที่ตั้งแข็งเมืองมาตั้งแต่สมัยอยุธยา อยากให้กลับมาเป็นของไทยตามเดิม และได้ให้ข้าหลวงถือหนังสือไปถึงพระยาปัตตานีและพระยาไทรบุรีให้ตั้งทูตมาถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทองเหมือนแต่ก่อน หากแต่พระยาตานีขัดแข็งเสียหาอ่อนน้อมไม่ จึงสั่งให้พระยากลาโหมกับพระยาจ่าแสนยากรยกทัพไปตีเมืองปัตตานี ผลจากสงครามครั้งดังกล่าวนักวิชาการประวัติศาสตร์ฝ่ายสยามบันทึกไว้อีกว่า “ได้ปืนใหญ่อันเป็นศรีเมืองเรียกว่า พระยาตานีกับครอบครัวและทรัพย์สมบัติมาในครั้งนั้นเป็นอันมาก” (2479 :น.21)

อีกทั้งเนื้อหาในงานวิชาการหลายชิ้นที่กล่าวถึงลักษณะการเคลื่อนย้ายของประชากรปาตานีหลังสงครามในเหตุการณ์ดังกล่าวของชาวมลายูปาตานี บางชิ้นงานและได้รับการยืนยันจากชาวบ้านบางคนในรุ่นหลังเล่าต่อๆกันมา โดยเรียกการเคลื่อนย้ายดังกล่าวว่าถูก “เจาะขา” “ร้อยขา” “ร้อยหวาย” “กวาดต้อน” สู่บางกอก โดยแต่ละทัศนะและชื้นงานจะเรียกลักษณาการดังกล่าวแตกต่างกัน อาทิ งานของ ศ.อิมรอน มะลูลีม (2538) เรียกลักษณาการของการเคลื่อนย้ายอันเกิดจากสงครามในคราวนั้นว่า “ถูกต้อน” อีกทั้งงานของเขายังให้รายละเอียดว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2323 ไม่ใช่ปี 2329 (2538:น.5) และใช้คำว่า มุสลิมปัตตานี “ถูกต้อน” มายังกรุงเทพฯ โดยแจกแจงกลุ่มที่ถูกต้อนว่ามีทั้งที่เป็น “เชลยศึกและผู้ถูกกวาดต้อนโดยทั่วไป” โดยทั้งสองกลุ่มเป้าหมายถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มต่างๆและให้ไปปักหลักตั้งถิ่นฐานอยู่ในที่ต่างๆทั้งบริเวณชั้นในและชั้นรอบนอกของกรุงเทพฯในสมัยนั้น

งานของอิมรอนให้เหตุผลถึงสงครามที่ปาตานีพ่ายสยามอย่างย่อยยับจนเมืองปาตานีสิ้นเอกราชพี่น้องครอบครัวแตกกระจายเมื่อครั้งนั้น โดยให้เหตุผลในแง่ดีว่า “ความมุ่งหมายของรบนำเชลยศึกมากรุงเทพฯ คือ เพื่อจะเพิ่มประชากรของประเทศ ซึ่งในตอนนั้นประชากรสยามลดน้อยถอยลงไปโดยเฉพาะในตอนที่ไทย( “สยาม” แต่ในงานของอิมรอนใช้คำว่า “ไทย”)รบกลับพม่า” งานดังกล่าวหากทำการพิเคราะห์อย่างลึกซึ้งดูจะพบว่างานของอิมรอนเป็นการให้เหตุผลตามมุมมองของฝ่ายสยามผู้ชนะสงครามที่เป็นเหตุผลที่ให้ในภายหลังเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้วกว่าสองร้อยปีหาใช่เหตุผลแต่แรกก่อนการทำสงคราม อีกทั้งตัวผู้ศึกษาอย่างศ.อิมรอนเอง ก็สวมสถานะของความเป็น “มลายูบางกอกเชื้อสายอยุธยา” ที่อาจมีรากเหง้ามาจากปาตานีเช่นเดียวกัน อันแสดงถึงการให้เหตุผลต่อเหตุการณ์จุดเปลี่ยนดังกล่าวในลักษณะของปรับตัวในยุคใหม่ในการให้ทัศนะต่อเหตุการณ์ในอดีต โดยไม่กล่าวถึงความเคียดแค้นและเจ็บปวดของบรรพบุรุษตน

ข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการพิเคราะห์และอภิปรายถึงงานเขียนและข้อค้นพบที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อและโจทย์หลักของการวิจัย

นอกจากหลักฐานการบันทึกประวัติสายตระกูลชาวมลายูบางกอกโดยฮัจยีอับบาส แสงวิมาน(พ.ศ.2400-2500?) ของชุมชนบ้านปากลัด (คนในชุมชนจะเรียก “บ้านบปากลัด” ว่า “ในบ้าน”) อำเภอพระประแดง (เดิมชื่อว่านครเขื่อนขัญฑ์) จังหวัดสมุทรปราการในปัจจุบันแล้ว ซึ่งนับว่า “ปากลัด” เป็นชุมชนมลายูปาตานีด่านแรกของปากแม่น้ำเจ้าพระยา ก่อนหน้าปาตานีแตกเมื่อปี พ.ศ. 2329 นั้นคำว่า “มลายู” และ “ชาวมลายู” ในสยามทั้งที่บางกอกและอยุธยามีมาก่อนแล้ว เนื่องจากบางกอกเป็นปากทางและอยุธยาเป็นปลายทางหนึ่งในสถานีการค้าและเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าของชาวมลายูปาตานีและจากประเทศคู่ค้าอื่นๆ อ.เสาวนีย์ จิตต์หมวด เจ้าของงานเขียนที่ชื่อ (“กลุ่มชาติพันธุ์ : ชาวไทยมุสลิม” ปี 2531 “วัฒนธรรมอิสลาม” ปี 2535. และ “อิสลามกับชาวไทยมุสลิม” ปี 2539.) ให้ขอสังเกตว่า “ในยุคสมัยเดียวกันนั้นพบหลักฐานว่ามีชาวมลายูจากปาตานีและหัวเมืองอื่นๆของแหลมมลายูในบางกอกและอยุธยาแล้ว บางส่วนมาถึงเมืองหลวงของสยามก่อนหน้าปาตานีแตก” มีชาวมุสลิมในหลายชาติพันธุ์แล้วในบางกอกและ ชาวมลายูจึงอาจไม่ใช่มุสลิมกลุ่มแรกๆในบางกอกและอยุธยา เพราะช่วงระยะเวลาในประวัติศาสตร์ก่อนหน้ามีทั้งชาวมุสลิมเปอร์เซียจากเมืองกุม(สายเฉกอะหมัด) มุสลิมอินเดียและชาวมุสลิมเชื้อสายอาหรับเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีทำการค้าและพำนักอยู่ทั้งที่อยุธยาและที่บางกอกฝั่งกรุงเทพฯและฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะฝั่งธนบุรีใจกลางบางกอกพบว่ามีชุมนมุสลิมตั้งอยู่โดยรอบพระบรมมหาราชวังทั้งฝ่ายวังหน้าและวังหลัง หลายชุมชน อาทิ ชุมชนบ้านสมเด็จ บ้านแขก เจริญพาส บางกอกน้อย ชุมชนจักรพงษ์ ชุมชนตึกดิน บ้านครัว มหานาคและแถบถนนตานีบางลำพู โดยมีทั้งมุสลิมเชื่อสายเปอร์เซีย (ชีอะฮ) มลายู(ซุนนี่)และเชื้อสายอาหรับและอินเดีย

การตั้งชุมชนมลายูมุสลิมปาตานี โดยกลุ่มที่ผลัดถิ่นมาหลังจากปาตานีแตก ที่เริ่มจากการตั้งถิ่นเดิมบริเวณปากคลองลัดโพธ์ โดยมีหลักฐานพบว่ามีสุสานแขกมลายูและแขกเทศมุสลิมอายุกว่าสองร้อยปีในบริเวณดังกล่าว (ปัจจุบันถูกเวณคืนเพื่อก่อสร้างทางยกระดับข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา)นับได้ว่าเป็นสถานแรกที่ชาวมลายูปาตานีลงเรือเหยียบแผ่นดินสยาม

การที่เป็นชุมชุนเก่าแก่และอยู่ใกล้ศูนย์กลางความทันสมัยอย่างนครบางกอก รวมทั้งเป็นแหล่งรวมของผุ้มีความรู้ความสามารถ ทำให้พบว่าตลอดประวัติศาสตร์ในรอบสองร้อยปีที่ผ่านมาชุมชนแห่งนี้ขยายตัวและยังรักษารากเหง้าไว้ได้อย่างน่าสนใจดังปรากฏหลักฐาน ทั้งที่เป็นบันทึก งานเขียนตำราศาสนา (กีตาบ)เอกสารที่เป็นหลักฐานทางราชการและภาพขาวดำที่ให้รายละเอียดกิจกรรมของชุมชน รวมถึงบันทึกและภาพการมาเยือนของราชวงศ์และบุคคลในรัฐบาลสมัยต่างๆของสยามประเทศและในยุคที่เรียกว่า “ไทย”

หะยีดือเระและกะมาลอ (1 และ 2) หะสาเมาะ: ผู้เปิดประตูไทยสลาตันสู่ยุคแห่งความทันสมัย โดยอลิสา หะสาเมาะ

โลกแห่งความทันสมัย (Modernization) คือภาคต่อเนื่องของยุคล่าอาณานิคม หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า การทำให้เป็นตะวันตก (Westernization) ส่วนมากภาพการวิเคราะห์จะทำให้โลกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Actor) หมายถึง เป็นฝ่ายรับเอาความทันสมัยเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการตอบโต้ (Active Actor) เช่นเดียวกับชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มักจะวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับรัฐไทยเสมือนหนึ่งว่า ความทันสมัยดังกล่าวถูกนำพามาจากผ่านบริบทของจังหวัดกรุงเทพมหานครเพียงเท่านั้น แต่จากงานวิจัยชิ้นนี้ จะวิเคราะห์ถกเถียงโดยใช้จินตนาการทางสังคมวิทยาเพื่อนำเสนอให้เห็นอีกความหมายหนึ่งจากเบื้องล่างสู่บน (Bottom Up Approach) และใช้แนวคิดของ Anthony Gidden เรื่อง โครงสร้างและผู้กระทำการ (Structure and Agency) รวมทั้งความสัมพันธ์แบบสังคมชายขอบ (Marginalization) ผ่านครอบครัวในจังหวัดชายแดนภาคใต้สายตระกูล “หะสาเมาะ” อาจจะทำให้เห็นได้ว่า ภาวะแห่งความทันสมัยดังกล่าว ได้ถูกครอบครัวนี้ปรับเปลี่ยนนำมารับใช้ผนวกหลอมรวมและแปลความหมายของคำว่า “ความทันสมัย” ให้เข้ากับสภาพสังคมและวัฒนธรรมได้อย่างน่าสนใจ ดังนั้นภาพครอบครัวใหญ่ครอบครัวหนึ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในชนชั้นพ่อค้า อาจจะทำให้เห็นจุดปะทะของโลกแบบจารีตประเพณีและโลกของความทันสมัยได้อย่างสำคัญ

ใครคือ หะยีดือเระ หะสาเมาะ? บุคคลผู้นี้คือ คือ พ่อค้ามลายูมุสลิมเชื้อสายจีน คาดว่าบรรพบุรุษได้อพยพมาอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยุคเดียวกับหลิมโต๊ะเคี่ยม (ผู้หล่อปืนใหญ่สำคัญ 3 กระบอก คือ ศรีนัครา มหาล่าหล่อ และพญาปัตตานี และยังเป็นที่รู้จักกันในฐานะพี่ชายของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว) หะยีดือเระ มีบิดาชื่อ “มะหะหมัด แซ่ลิ้ม” ก่อนจดทะเบียนใช้นามสกุล “หะสาเมาะ” เมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2459 ท่านอาศัยอยู่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยและย้ายถิ่นฐานเพื่อหาทำเลค้าขายที่เหมาะสมกับการค้า ทั้งๆ ที่มิได้ดำรงตำแหน่งทางสังคมใดๆ และอยู่ในยุคอดีตที่มหาวิทยาลัยยังไม่ได้ถือกำเนิด แต่หะยีดือเระก็ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ และเชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกเขตย่านการค้าสำคัญที่เรียกกันว่า “สายกลาง” จังหวัดยะลาในปัจจุบัน ที่สำคัญมีความสามารถในการเลี้ยงดูลูกได้ถึง 18 คน จากภรรยา 2 คน ที่ชื่อเหมือนกัน คือ “กะมาลอ”

“กะมาลอ” คือ ภรรยาคู่ชีวิตของหะยีดือเระ 2 ท่าน แต่ละท่านมีบุตร-ธิดาท่านละ 9 คน รวมทั้งสิ้น 18 คน คอยอยู่ดูแลบ้านซึ่งเป็นร้านค้า ขณะที่สามีไม่อยู่ ไปค้าขายยังประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ หะยีดือเระ มีภรรยาครั้งละ 1 คน และแต่งงานกับภรรยาคนที่ 2 เมื่อ ภรรยาคนแรกเสียชีวิต พร้อมทั้งยกทรัพย์สมบัติที่หามาได้ให้ลูกๆของภรรยาคนแรกทั้งหมด เมื่อแต่งงานใหม่กับภรรยาคนที่ 2 ก็เริ่มต้นค้าขายใหม่ แต่เนื่องจากอายุเยอะมากขึ้น อาจทำให้ไม่ร่ำรวยมากเท่าเดิม ก่อนเสียชีวิตท่านได้สั่งเสียพร้อมทั้งฝากมรดกชิ้นสำคัญให้กับลูกหลานทั้งที่เป็นวัจนภาษาและอสังหาริมทรัพย์ว่า “ทุกปี ก่อนเดือนรอมฎอน 10 วัน ให้มารวมกันที่กุโบร์ของกะมาลอ (1)” จึงเป็นที่มาของงานรวมญาติเรียกว่า “วัน 10 ระยับ” และได้มอบที่ดินส่วนหนึ่งสำหรับให้ลูกหลานปลูกต้นยางนำรายได้มาเป็นค่าจัดงานเลี้ยงอาหารไว้ให้ ปัจจุบัน ลูกหลาน ต่างกระจายอยู่ทั่วไปทั้งในประเทศไทย ตามจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และกรุงเทพมหานคร ทั้งในต่างประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย ซาอุดิอารเบีย โมร๊อคโค สวิสเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา

“เสียงมลายู : กรณีศึกษานิตยสาร AZAN” โดย สะรอนี ดือเระ

“ในขณะที่ประชากรกลุ่มน้อยนี้ได้รับการมองว่าเป็น “พลเมือง” โดยรัฐบาลในกรุงเทพชาวมาเลย์อีกฟากหนึ่งของเขตแดนด้านมาเลเซียกลับถือว่าประชาชนกลุ่มน้อยนี้เป็น “ราษฎร์ที่ยังไม่ได้รับการไถ่ถอน” (unredeemed brethren) (subrke 1975 : 187) ถึงแม้ว่าประชากรมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ในภาคใต้ของประเทศไทยจะมีจำนวนน้อย แต่ปัญหามีความซับซ้อนยิ่งขึ้น เพราะความใกล้เคียงกับภูมิภาคของโลกที่อยู่ภายใต้การปกครองของคนเชื้อสายมาเลย์เกือบ 200 ล้านคน คือ มาเลเซียและอินโดนีเซีย ถึงแม้ว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยจะถูกรวมไว้ในรัฐประชาชาติไทยที่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติมาเป็นเวลาช้านาน แต่จังหวัดเหล่านี้ (คือ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล) ก็ดูเหมือนจะปลอดจากอำนาจรัฐเพราะความแตกต่างทางศาสนา ภาษาและวัฒนาธรรม ระบบราชการมีลักษณะเป็นไทยพุทธ (Thai-Buddhist oriented bureaucracy) ได้ถูกกีดกันไม่ไห้ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ชาวมาเลย์มุสลิมกำลังพยายามขัดขืนสิ่งที่ Clifford Geertz เรียกว่า “การปฏิวัติผสมผสาน” (The integrative Revolution) ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จำเป็นของการสร้างชาติในประเทศที่เกิดใหม่ (Geertz 1963 : 105)” (สุรินทร์ 7)

ในห้วงทศวรรษที่ 2510 ในขณะที่รัฐไทยต้องเผชิญหน้ากับสารพัดปัญหาทั้งปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาค อันเนื่องจากอุดมการณ์ทางการเมืองรวมทั้ง การดำรงสถานะและการแสดงบทบาทของรัฐไทยต่อประชาคมโลกแล้ว ปัญหาทางการเมืองภายในประเทศเองกำลังกุกรุ่นในหลาย ๆ เรื่องที่รวมถึงปัญหาความขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในท่ามกลาง ความพยายามของรัฐไทยในการผสมผสานประชากรเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพื่อความเป็นเอกภาพและเพื่อความมั่นคงของรัฐในขณะที่ชาวมาเลย์มุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ กำลังต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ “ความอยู่รอดทางวัฒนธรรม” (Cultural Survival) อันนำไปสู่ความรุนแรง การทำลายล้าง การละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยไม่ได้คำนึงถึงหลักการใด ๆ (สุรินทร์ 7-8)

แม้ว่าในบริหารทางสังคม การเมือง โดยรวมจะมีลักษณะที่ผ่อนคลายจากนโยบาย “บีบบังคับเพื่อผสมกลมกลืนทางเชื้อชาติ” ที่กำหนดและดำเนินนโยบายโดยรัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และนำไปสู่การต่อต้านอำนาจรัฐ ทั้งในรูปแบบการจัดตั้งองค์กรต่อต้านทั้งภายในและภายนอกประเทศ ตลอด จนการเรียกร้องต่อประชาคมโลก รวมทั้ง สหประชาชาติเพื่อปกป้องสิทธิ และเสรีภาพ ทางศาสนา ภาษา และวัฒนธรรม ของชาวมาเลย์มุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้ ได้นำซึ่งความรุ่นแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดกระแสความแตกร้าว และขบวนการแบ่งแยกดินแดนขึ้นตามแนวชายแดน ทำให้รัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้นำนโยบายใหม่มาใช้เพื่อยับยั้งความรุนแรงและกระแสแบ่งแยกดินแดนดังกล่าว

การกำหนดนโยบายจากส่วนกลางเพื่อส่งต่อไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศตามนโยบายใหม่นี้ มาในรูปของแผนพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจแห่งชาติ เพื่อเป็นการส่งเสริมและปรับปรุงพัฒนาความเป็นอยู่ของประชากรอันเป็นนโยบายที่ถูกกำหนดให้นำมาใช้ในทุกภาคของประเทศเพื่อผลทางความมั่นคงของรัฐ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยนั้นกลับเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคาดหวังของรัฐ เพราะเมื่อ “อุดมการณ์แห่งการพัฒนา” ดำเนินการไปอย่างรีบเร่ง ได้เกิดโครงการต่าง ๆ เพื่อเป็นการลดช่องว่างทางสังคม ความพยายามในการผสมผสานทางสังคม วัฒนาธรรม และการเมือง ระหว่างชาวไทยพุทธ ซึ่งเป็นข้าราชการของรัฐเสียส่วนมากกับชาวพื้นเมืองมาเลย์มุสลิม อันเป็นการสร้างความชอบธรรมและการยอมรับแก่ระบบราชการ โดยรัฐบาลได้นำสถาบันสองสถาบัน คือสถาบันพระมหากษัตริย์และพุทธศาสนา ซึ่งมีระบบราชการเป็นเครื่องมือรองรับเพื่อเป็นหลักประกันการสร้างความเป็นเอกภาพของรัฐ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมมาเลย์มุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้กลับเกิดเป็นการเร่งให้เกิดความรู้สึกไม่มั่นคงเกี่ยวกับสถานะสภาพของตนเอง (Identity) และคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรมที่ถูกแปรเปลี่ยนไป ผลลัพธ์ของการเร่งรัดการดำเนินนโยบายพัฒนาเพื่อความมั่นคงให้รัฐกลับสร้างความรู้สึกไม่มั่นคงให้กับประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

รัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้มุ่งที่จะแปรเปลี่ยนสถาบันการศึกษาแบบประเพณีของชาวมาเลย์มุสลิมหรือ ปอเนาะ ให้เป็นศูนย์กลางแห่งความเปลี่ยนแปลงและสภาวะทันสมัย ซึ่งใน พ.ศ.2504 กระทรวงศึกษาธิการได้รับภารกิจจัดการจดทะเบียนปอเนาะทุกแห่ง เพื่อขอรับความช่วยเหลืออุปการะจากทางราชการ ปอเนาะต้องได้รับสถานะภาพใหม่ การศึกษาระดับประถมและมัธยมในประเทศไทยแบ่งออกเป็นของรัฐและของเอกชน ปอเนาะไม่ใช่ทั้งสองประเภท ปอเนาะเป็นของเอกชนแต่ทำหน้าที่สอนวิชาการฝ่ายศาสนาเท่านั้น รัฐพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน และอุปกรณ์หากเจ้าของปอเนาะเพียงแต่แสดงความยินดีที่จะยอมรับความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างหลักสูตร ระหว่างปี 2504-2509 มีปอเนาะจดทะเบียนเป็นจำนวน 287 แห่ง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และพร้อมที่จะเข้าร่วมกับแผนพัฒนาปอเนาะของ ในช่วงนั้นไม่มีใครพูดถึงความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับหลักสูตรและระบบการเรียนการสอนแบบโบราณของปอเนาะ เจ้าของปอเนาะส่วนใหญ่หวังความช่วยเหลือทางด้านการเงินมากกว่าการเข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหาร และกำหนดหลักสูตรของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ถึงตอนปลายปี 2513 มีจำนวนปอเนาะที่จดทะเบียนถึง 464 แห่ง แต่การเข้าร่วมในการรณรงค์จดทะเบียนปอเนาะไม่ได้หมายความว่า ผู้นำทางศาสนาเจ้าของปอเนาะจะยินดีเข้าร่วมในแผนการปรับปรุงอย่างเต็มที่ พวกเขาเพียงแต่ต้องการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรงกับรัฐ และหวังในโอกาสที่จะหาลู่ทางใหม่ในการที่จะป้องกันไม่ให้รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องมากเกินไป หากแต่ว่า ฝ่ายรัฐบาลไม่หยุดยั้งเพียงแค่การจดทะเบียนปอเนาะในเดือนมกราคม 2511 รัฐบาลออกกฎใหม่ว่า ปอเนาะที่จดทะเบียนแล้วทุกแห่งต้องหยุดการสอนภาษามาเลย์ ซึ่งเป็นภาษาแม่ของคนพื้นเมืองและเป็นสื่อที่สำคัญในการถ่ายทอดความรู้ทางศาสนามาเป็นเวลาช้านานกลับถูกสั่งให้หยุดสอน การอาสาสมัครเข้าร่วมในโครงการปรับปรุงปอเนาะ จึงถูกเปลี่ยนเป็นการบังคับในปลายปี 2514

ในปี 2515 ได้ปรากฏมีนิตยสารภาษามลายูพิมพ์อักษรยาวีเกิดขึ้นในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ดูเหมือนจะเป็นการท้าทายข้อกำหนดและนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ภาษามลายูในกระบวน การเรียนการสอนในโรงงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามและโรงเรียนปอเนาะหดแคบลง และเพิ่มหลักสูตรที่เป็นภาษาไทยมากขึ้น ทั้งนี้นิตยสาร AZAN มีสโลแกนว่าเป็นนิตยสารเพื่อการเผยแพร่ความรู้อิสลาม ออกเป็นรายเดือนในนามกลุ่มโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม มีกองบรรณาธิการจำนวน 4 คน และมีนักเขียนประจำจำนวน 12 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ในพื้นที่จังหวัดปัตตานี โดยมีชื่อ นายเด่น โต๊ะมีนา เป็นที่ปรึกษากองบรรณาธิการ

ในความเป็นจริงประชาชนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มีการรับสื่อสิ่งพิมพ์ภาษามลายูจากประเทศเพื่อบ้านคือประเทศมาเลเซียอยู่เป็นปกติ ซึ่งมีทั้งสื่อภาษามลายูเขียนอักษรยาวีและอักษรรูมี ซึ่งดูเหมือนสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นภาษามลายูอักษรยาวีจะได้รับความนิยมมากว่าเพราะการเรียนการสอนในโรงเรียนต่างๆ ในพื้นที่เน้นการสอนภาษายาวีและจากการพูดคุยกับบุคคลที่เป็นกองบรรณาธิการนิตยสาร AZAN พบว่าแรงจูงใจส่วนหนึ่งในการผลิตนิตยสารเนื่องจากเห็นว่ายังไม่มีสื่อสิ่งพิมพ์ที่เป็นของท้องถิ่นเองหรือจากพื้นที่เอง ทั้งๆ ที่บุคลากรที่นี่มีศักยภาพ ความรู้ความสามารถเพียงพอในการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ได้ ไม่จำเป็นต้องอาศัยสื่อจากประเทศมาเลเซีย และเห็นว่าการที่ท้องถิ่นไม่สามารถผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ได้นั้นแสดงให้เห็นถึงความล้าหลังของบุคลากรในพื้นที่

แม้ว่านิตยสาร AZAN จะมีสโลแกนว่าเพื่อเผยแพร่ความรู้อิสลาม แต่ในความเป็นจริงการนำเสนอเนื้อหาของนิตยสารกลับมีเนื้อหาที่หลากหลาย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบเนื้อหาที่เป็นความรู้อิสลามกับเนื้อหาด้านอื่นพบว่าเนื้อหาด้านความรู้อิสลามอาจมีเพียง 1 ใน 4 ของการนำเสนอเนื้อหาทั้งหมด ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นการนำเสนอเนื้อหาด้านสังคม การเมือง วัฒนธรรม ภาษาและบทกวีที่ถูกนำเสนอเป็นจำนวนมากอันเป็นเนื้อหาทางโลกที่ขัดแย้งกับสโลแกนของนิตยสารอย่างเห็นได้ชัด การนำเสนอเนื้อหาของนิตยสาร AZAN ดูเหมือนจะเป็นไปตามขนบของสื่อสิ่งพิมพ์ภาษามลายูที่มีอยู่ในท้องตลาดโดยทั่วไปคือ โดยเริ่มต้นหน้าแรกๆ ด้วยเนื้อหาการอัตถาธิบายพระมหาคัมภีร์ อัล-กุรอ่าน ตามด้วยฮะดีษ หรือวจนะของท่านศาสดามูฮำหมัด และบทบรรยายธรรมสำหรับอ่านในวันศุกร์ หรือคุ๊ตบะห์ แต่สิ่งที่แตกต่างจากสื่ออื่นๆ เห็นจะเป็นเนื้อหาของคุ๊ดบะห์วันศุกร์ที่มีเนื้อหาวิภากษ์วิจารณ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา และเจาะจงลงไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่งของชุมชนโดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในจังหวัดปัตตานี

นอกเหนือจากเนื้อหาทางศาสนาดังที่กล่าวมาแล้ว เนื้อหาส่วนอื่นๆของนิตยสารจะเป็นเรื่องทางสังคม วัฒนธรรม การเมือง ตลอดจนเนื้อหาทางการแพทย์ จิตวิทยา ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ เรื่องสั้นและบทกวี ดังที่ได้กล่าวว่า การผลิตนิตยสาร AZAN เหมือนกับเป็นการท้าทายนโยบายทางราชการที่ต้องการลดความสำคัญของการเรียนการสอนภาษามลายูในสถานศึกษาต่างๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้เห็นได้จากเนื้อหาที่นำเสนอล้วนเป็นเรื่องราวของความทันสมัย เนื้อหาและภาษาที่ใช้แสดงถึงความรู้เท่าทันโลกยุคใหม่ ที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงกับภาษามลายูที่ใช้ในตำราเพื่อการเรียนการสอนในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม หรือตำราที่สอนในโรงเรียนปอเนาะที่เรียกว่า กีตาบ ซึ่งใช้ภาษามลายูแบบเก่า ข้อเขียนต่างๆ ที่นำเสนอในนิตยสารที่เป็นความรู้ของตะวันตกหรือบทความที่กล่าวถึงสังคมสมัยใหม่ จะมีการทับศัพท์จากภาษาอังกฤษอย่างเหมาะสม นอกจากนั้น กองบรรณาธิการจะมีการเชิญชวนผู้อ่านส่งข้อเขียนเพื่อพิจารณาลงตีพิมพ์และมีการจัดประกวดการเขียนเรื่องสั้นเพื่อชิงรางวัล

ในสภาวการณ์ที่รัฐมองว่า สถานศึกษาแบบดั้งเดิมของชุมชนมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาค ใต้ล้าหลังและต้องได้รับการพัฒนาสู่ความทันสมัยตามนโยบายของรัฐ โดยการลดความสำคัญของการเรียนการสอนภาษามลายูในสถานศึกษาพร้อมๆ กับสอดแทรกหลักสูตรการศึกษาที่เป็นภาษา ไทยเข้าไปแทนที่ทำให้หลักสูตรภาษามลายูหดแคบลงนั้น นิตยสาร AZAN ได้ปรากฏขึ้นบนบรรณพิภพ ที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์ภาษามลายูที่ผลิตโดยคนรุ่นใหม่ในพื้นที่อันเป็นผลผลิตของระบบการศึกษาแบบดั้งเดิมเพื่อท้าทายแนวคิดการปรับเปลี่ยนสู่ภาวะทันสมัยของรัฐ โดยนำเสนอเนื้อหาดังเช่น

  • เรื่องสั้น 7 เรื่อง
  • บทกวี 15 ชิ้น
  • ประวัติบุคคลสำคัญของโลก 3 คน คือ รพินทรนาฏ ฐากูร ราเด็น อาจิง คาร์ตีนี และ มูฮำหมัดอาลี เจนนาห์
  • บทความทางการแพทย์ 2 เรื่อง คือ ระบบเลือด และบทบาทของหัวใจ
  • บทความด้านจิตวิทยา 2 เรื่อง
  • บทความเรื่องบทบาทสตรีในอิสลาม
  • บทความด้านการศึกษา 3 เรื่อง
  • บทความ เพื่อความเข้าใจเศรษฐกิจ 1 เรื่อง

อื่นๆ เช่น ข่าวท้องถิ่น ซุบซิบข่าวสังคม จดหมายจากผู้อ่าน